GALIO

GALIO

GALIO
GALIO

GALIO THE COLOSSUS

“เหล่า Demacia เอ๋ย จงมาหลบด้านหลังข้า! เจ้าอาจไม่ทันได้สังเกต แต่ข้าตัวใหญ่มาก จะบอกให้”

ตำนานของกาลิโอเริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามรูน เมื่อบรรดาผู้ลี้ภัยจำนวนนับไม่ถ้วนต้องพากันหลบหนีจากพลังอำนาจทำลายล้างของเวทมนตร์ ที่บริเวณทางแถบตะวันตกของวาโลแรน กลุ่มคนไร้บ้านเหล่านี้ได้ถูกตามล่าโดยกลุ่มจอมเวทศาสตร์มืดผู้เหี้ยมโหด—ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากวันคืนอันตรากตรำ เหล่าผู้ลี้ภัยจึงพากันไปซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเงื้อมเงาของผืนป่าศิลาอันเก่าแก่ และที่นั่นเอง พวกคนที่ไล่ตามมาก็ได้พบว่าเวทมนตร์ของพวกเขาสิ้นอำนาจไปเสียแล้ว

ดูเหมือนว่าต้นไม้โบราณเหล่านี้จะเป็นตัวหน่วงพลังเวทมนตร์ตามธรรมชาติ และเวทมนตร์คาถาใดที่ร่ายขึ้นในเขตแดนของมันก็จะล้มเหลวไปเฉย ๆ เท่านั้น พวกเขาไม่ได้หมดสิ้นหนทางอีกต่อไปแล้ว เหล่าผู้อพยพหันคมดาบของตนเข้าใส่เหล่าจอมเวทศาสตร์มืดและสามารถขับไล่คนพวกนั้นออกไปจากดินแดนนี้ได้สำเร็จในที่สุด

บางคนเชื่อว่าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อันปลอดเวทมนตร์แห่งนี้คือของขวัญจากพระเจ้า คนอื่น ๆ มองว่ามันเป็นผลตอบแทนอันชอบธรรมจากการเดินทางอันหฤโหดที่ผ่านมา แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่าสถานที่แห่งนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นบ้านแห่งใหม่ของพวกเขา

เดือนปีล่วงเลย ชาวนิคมใหม่ได้สรรค์สร้างเครื่องมือสำหรับป้องกันตัวเองขึ้นมาจากไม้เวทมนตร์เหล่านั้น จนกระทั่งพวกเขาได้ค้นพบวิธีผสมมันเข้ากับขี้เถ้าและปูนขาวเพื่อให้กลายเป็นเพทริไซท์—วัตถุซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านทานเวทมนตร์อย่างแรงกล้า และมันก็ได้กลายมาเป็นรากฐานแห่งอารยธรรมใหม่ของพวกเขา เป็นกำแพงซึ่งโอบล้อมอาณาจักรแห่งเดมาเซียซึ่งเพิ่งจะก่อร่างขึ้น

นานนับปีที่เกราะป้องกันเพทริไซท์เหล่านี้เป็นทั้งหมดเท่าที่ชาวเดมาเซียต้องการ เพื่อที่จะทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยจากการคุกคามของเวทมนตร์อยู่ภายในขอบขัณฑสีมาแห่งมาตุภูมิของพวกเขา ในบางสถานการณ์ที่หายาก ซึ่งพวกเขาต้องออกไปจัดการกับความขัดแย้งที่ภายนอกดินแดนของตนเอง กองทัพของพวกเขาก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความแกล้วกล้าน่าเกรงขามได้เป็นอย่างดี… แต่หากเมื่อไหร่ที่ศัตรูของพวกเขาหันไปพึ่งพาเวทมนตร์ กองทัพไกลบ้านของเดมาเซียก็จะมีตัวช่วยเหลืออยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม พวกเขาจำเป็นต้องหาทางนำเอาระบบรักษาความปลอดภัยของกำแพงหน่วงพลังเวทติดตัวไปยังสนามรบด้วยให้ได้

ดูรานด์ คือประติมากรผู้ได้รับมอบหมายให้ออกแบบสิ่งที่จะมาเป็นเกราะป้องกันเพทริไซท์สำหรับกองทัพ ซึ่งสองปีถัดมา ศิลปินเอกก็เปิดตัวผลงานชิ้นโบว์แดงของเขา แม้จะไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนมากคาดหวังเอาไว้ แต่รูปสลักมีปีกนามกาลิโอก็จะกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการพิทักษ์ประเทศของพวกเขา และปรากฏเฉกเช่นสัญลักษณ์ตัวแทนแห่งเดมาเซียไปทั่วทั้งแผ่นดินวาโลแรน

ด้วยระบบรอก รางเลื่อนโลหะ และวัวอีกนับไม่ถ้วน ในที่สุดพวกเขาก็สามารถลากรูปสลักหินมหึมาไปยังสนามรบได้สำเร็จ เหล่าผู้ที่หมายตาจะรุกรานมากมายถึงกับต้องตกตะลึงตัวแข็งทื่อไปเฉย ๆ เมื่อได้เห็นเงาร่างน่าเกรงขามตระหง่านค้ำอยู่เบื้องหน้าพวกเขา—ยักษ์ใหญ่ผู้ “กลืนกินเวทมนตร์” กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่อาณาจักร และเป็นความพรั่นพรึงแก่ใครก็ตามที่มีใจเป็นปรปักษ์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครเคยลองหยุดคิดเพื่อพิจารณาดูสักนิดเลยว่า การเปิดเผยรูปสลักนี้ต่อหน้าพลังงานอันคาดเดาไม่ได้พวกนั้นอาจชักนำให้เกิดสิ่งใดขึ้นมาได้บ้าง…

เมื่อเดมาเซียต้องพัวพันอยู่กับการต่อสู้กับกองทัพข้าศึกในเขตเทือกเขากรีนแฟงก์ ภาคีแห่งจอมเวทสงครามที่เปี่ยมความสามารถซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม กำปั้นมนตรา ได้ถล่มคนของเดมาเซียด้วยคลื่นพลังเวทมนตร์บริสุทธิ์อันเกรี้ยวกราดเป็นเวลาถึงสิบสามวันติด ผู้ที่ยังเหลือรอดอยู่ได้นานจนถึงป่านนี้ต่างก็พบว่าขวัญกำลังใจของตนนั้นย่อยยับแทบหมดสิ้นแล้ว พวกเขาได้แต่กระถดร่างเบียดเสียดกันอยู่รอบ ๆ กาลิโอ จนกระทั่งในตอนที่จิตวิญญาณของพวกเขาไม่อาจจะถูกกดให้ต่ำต้อยไปกว่านั้นได้อีกแล้ว เสียงกึกก้องกัมปนาทอันเชื่องช้าก็สะเทือนเลือนลั่นไปทั้งหุบเขา ราวกับว่าภูเขาทั้งสองลูกกำลังบดขยี้ตัวเองเข้าหากัน ราวกับเงื้อมเงาใหญ่มหึมาทอดร่างขึ้นเหนือพวกเขา เหล่าทหารหาญแห่งเดมาเซียต่างเตรียมใจพร้อมรับความตายที่เยื้องกรายเข้ามาแล้ว

แล้วเสียงทุ่มลึกก็แผดกระชากดังขึ้นจากเบื้องบน ท่ามกลางความประหลาดใจของพวกเดมาเซีย เสียงนั้นดังขึ้นมาจากยักษ์ใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลังพวกเขาเอง—กาลิโอกำลังขยับ และเอ่ยปากพูดด้วยตัวของเขาเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม การดูดซับพลังเวทมนตร์มาเก็บสั่งสมไว้เป็นเวลานานได้มอบชีวิตให้แก่เขา กาลิโอโจนทะยานออกไปเบื้องหน้านักรบของเดมาเซีย ปกป้องพวกเขาเอาไว้จากการโจมตีที่สาดส่งเข้ามา ดูดซับทุกลำแสงเข้าสู่ร่างศิลาขนาดมหึมาของเขา

จากนั้นก็ถึงเวลาโต้กลับ กาลิโอเหินตรงไปยังขอบเชิงผาและบดขยี้พวกกำปั้นมนตราทุกคนจนแหลกเหลวกลายเป็นเศษดินจนสิ้นซาก

ชาวเดมาเซียโห่ร้องด้วยความยินดี ทุกคนหมายจะเข้าไปขอบคุณผู้พิทักษ์เพทริไซท์ที่เพิ่งจะช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้… ทว่าด้วยความเฉียบพลันเช่นเดียวกับตอนที่มีชีวิตขึ้นมา ผู้พิทักษ์อันน่าสะพรึงกลัวของพวกเขาได้หยุดเคลื่อนไหว และกลับคืนสู่ร่างฐานเดิมเช่นที่เคยเป็นมา ที่มหานครอันยิ่งใหญ่ เรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์นี้ได้ถูกเล่าขานผ่านเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าผู้เหลือรอดจำนวนน้อยนิดจากสมรภูมิที่กรีนแฟงก์ และมักจะได้รับความเงียบงันอันเปี่ยมด้วยความกังขาเป็นการตอบแทนอยู่เสมอ วันคืนเหล่านั้นได้ล่วงเลยผ่านไปจนกลายเป็นตำนาน—บางที มันอาจเป็นเพียงแค่นิทานเล่าขานแห่งโบราณกาล เพื่อช่วยปลอบประโลมให้ผู้คนสามารถข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเท่านั้นก็เป็นได้

แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อสักนิด ว่ารูปปั้นยักษ์ยังคงมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวเขาอยู่เสมอ แม้กระทั่งยามที่หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว สติสัมปชัญญะของกาลิโอก็ยังคงแจ่มกระจ่าง เฝ้าคอยที่จะได้สัมผัสความรื่นรมณ์แห่งการโรมรันอีกครั้ง

เขาได้เห็นเหล่าผู้ครองชีพผ่านไปมาเบื้องล่างตัวเขา คอยมอบเครื่องบรรณาการให้ตลอดปีที่ล่วงผ่าน การได้เห็นคนพวกนั้นหายตัวไปทีละคนเมื่อเวลาผ่านพ้นได้กลายเป็นปริศนาที่ทำให้เขาต้องขบคิด กาลิโอเฝ้าสงสัยว่าคนพวกนั้นไปอยู่ที่ไหนกันเมื่อหายตัวไป บางทีพวกเขาอาจถูกส่งไปซ่อมแซมกระมัง เหมือนกับที่มักจะเกิดขึ้นกับเขาหลังกลับจากสมรภูมิทั้งหลาย?

เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน กาลิโอก็เริ่มกระจ่างแจ้งถึงคำตอบอันน่าเศร้าของคำถามที่เคยสงสัย—ต่างกันกับตัวเขา เหล่าผู้คนแห่งเดมาเซียไม่อาจนำกลับมาทาสีหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ง่ายดายขนาดนั้น ผู้คนนั้นเปราะบาง เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มั่นคงถาวร และเขาก็เพิ่งเข้าใจชัดเจนขึ้นมาตอนนั้นเองว่าคนพวกนั้นต้องการการปกป้องของเขามากขนาดไหน การต่อสู้เคยเป็นสิ่งที่เขาลุ่มหลง แต่บัดนี้ ผู้คนต่างหากที่กลายมาเป็นเจตจำนงค์ของเขาไปแล้ว

แม้กระนั้น ตลอดช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา จำนวนศึกสงครามที่กาลิโอถูกเรียกตัวไปร่วมด้วยกลับมีเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น เดมาเซียเริ่มที่จะหันมาสำรวจดูภายในตัวเองมากขึ้น ด้วยเวทมนตร์ในโลกของเขานั้นเริ่มจะหายากขึ้นทุกทีเมื่อเทียบกับที่เคยเป็นมา ดังนั้นยักษ์ใหญ่เพทริไซท์จึงได้แต่คงสภาพสงบนิ่ง เฝ้าสำรวจโลกใบนี้ผ่านม่านหมอกความฝันอันรู้ตื่นของเขาเอง โดยความหวังสูงสุดของรูปสลักนั้นมีเพียงการได้รับพรแห่งเวทมนตร์อันทรงพลัง เพียงพอที่จะทำให้เขาไม่ต้องถูกบังคับให้หลับใหลเช่นนี้อีกเลย

และเมื่อนั้น กาลิโอ ก็จะสามารถรับใช้เจตจำนงของเขาได้อย่างแท้จริง: เพื่อยืนหยัดและต่อสู้ในฐานะผู้พิทักษ์แห่งเดมาเซียไปตลอดกาลแท้จริง: เพื่อยืนหยัดและต่อสู้ในฐานะผู้พิทักษ์แห่งเดมาเซียไปตลอดกาล